ทางเลือกของดักแด้
posted on 14 Dec 2010 22:42 by madame-musiquelook behind us
posted on 27 Jul 2010 23:01 by madame-musiqueสายลมพัดหอบกลิ่นหอมของดอกลั่นทมไปทั่วทั้งสนามหญ้า ใต้ร่มเงาของต้นลั่นทมต้นใหญ่ ปรากฏภาพหญิงชรานั่งอยู่บนเก้าอี้โยกไม้อย่างสงบและผ่อนคลาย เก้าอี้โยกเป็นจังหวะดังสวบสาบประกอบกับเสียงใบไม้เสียดสีกัน ฟังดูไพเราะอย่างประหลาดในความรู้สึกของหญิงชรา มันก่อให้เกิดความสงบและเตือนให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้
ทว่าจู่ๆ เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงสะอื้นในลำคอ หญิงชรามองหาต้นเสียง จึงพบว่า เป็นหลานสาวของหล่อนนั่นเองที่เป็นเจ้าของสรรพเสียง เด็กน้อยวิ่งมาหาอย่างเร่งรีบ ดวงตาบอบช้ำจากการร้องไห้ เธอวิ่งตรงเข้ามาและกอดคุณยายของเธอทันที
“เป็นอะไรกันล่ะลูก เกิดอะไรขึ้น” หญิงชราถามด้วยความห่วงใย
“คุณแม่ใจร้าย คุณแม่ไม่ยอมให้มะลิไปว่ายน้ำ” หลานสาวตัวน้อยฟ้องพลางร้องไห้ฟูมฟาย
“ก็แล้วเราเพิ่งหายไข้ไม่ใช่รึไง” หญิงชราเอ่ยท้วง
“แต่หนูก็หายแล้วนี่คะ คุณยาย” เด็กน้อยยังดื้อดึง
“แล้วถ้าเป็นอีกล่ะ จะทำยังไง” คุณยายถามหลานสาว
“ก็หนูหายแล้ว” เด็กหญิงตอบเสียงเครือ
“แล้วมันจำเป็นไหม ไอ้การว่ายน้ำเล่นของเราเนี่ย รอวันมะรืนจะได้ไหม” หญิงชราถามเสียงอ่อนพลางลูบผมหลาน
“...” เด็กหญิงเบ้ปาก เมื่อเธอไม่ได้ดังใจหวัง
“มานั่งอยู่ที่นี่กับยายก่อนจะเป็นไร เผื่อแม่เขาจะเปลี่ยนใจก็ได้นะ” หญิงชราหยอดคำหวานปลอบใจ แล้วจึงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมานั่งบนตัก ไม่นานนักเด็กน้อยก็หลับไป
เมื่อสรรพเสียงทั้งหลายเงียบสงบลง หญิงชราก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง... หล่อนกำลังคิดถึงบุคคลที่ทุ่มเทให้หล่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน งานที่ท่านรัก ไม่เว้นแม้กระทั่งเวลาที่เหลืออันน้อยนิดของท่าน…
ช่างเป็นความจริงที่โหดร้ายเมื่อเพทายต้องตื่นขึ้นมาและพบว่า เธออาจไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป ความทรงจำที่หลงเหลือมีเพียงคืนนั้นเธอออกไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ทว่าระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ขณะขับกลับบ้าน จนทำให้เธอมีสภาพเหมือนคนพิการเช่นนี้ วินาทีนั้นโลกของเธอเหมือนหล่นวูบลงไปในกระป๋องสีสีดำ มันช่างมืดมิด ท้อแท้ และสิ้นแล้วซึ่งความหวัง เธอได้แต่ร้องไห้จนแทบจะไม่มีน้ำตาให้ไหล ชีวิตวัยเรียนของเธอมีอันต้องมอดดับลงไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อเธอไม่สามารถทำกิจกรรมเหมือนคนปกติได้อีกต่อไป วันแล้ววันเล่าที่เธอนั่งเหม่อลอยอย่างคนสิ้นหวัง จนกระทั่งครบกำหนดที่เธอจะสามารถเดินออกจากเตียงเพื่อมาทำกายภาพบำบัดได้ เพทายยังจำได้ดีถึงความรู้สึกทรมานที่พยายามจะลุกขึ้นจากรถเข็นเพื่อจับราวทางเดิน เธอรู้สึกเหมือนกับราวจับอยู่ไกลแสนไกล ยากนักที่จะเอื้อมถึง ทว่ากลับมีมือของหญิงคนหนึ่งจับเธอไว้ ประคองร่างกายอันไร้เรี่ยวแรงของเธอมาที่ราว มือของแม่วางทาบทับมือของเธอที่ราวเหล็กอันเย็นเฉียบ มือนั้นช่างอบอุ่นและแข็งแรง เธอไม่ทราบได้ว่าความรู้สึกอันแรงกล้าที่จะพาตัวเองเดินข้ามเส้นของความพิการมันมาจากไหน แต่เธอรู้เพียงว่ามือของแม่ช่างมีพลังเหลือเกิน
“ลูกแม่เก่ง แม่เชื่อว่าลูกทำได้” เสียงของแม่ดังอยู่ข้างหูเพื่อปลอบโยนเสมอ แม้ว่าเธอจะล้มลงไปกองกับพื้นสักกี่ครั้ง จะร้องไห้ฟูมฟายสักกี่หน แม่ก็จะดึงมือเธอขึ้นมาลูบเบาๆและกล่าวประโยคเดิมพร้อมรอยยิ้มทั้งที่น้ำตาคลอเบ้า จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน สามเดือน ห้าเดือน เจ็ดเดือน เพทายเดินได้คล่องจนเกือบเป็นปกติ
“ถ้าหนูเดินได้แล้ว แม่ก็จะกลับไปเป็นครูได้แล้วใช่ไหม” เพทายถามด้วยน้ำเสียงสดใส หน้าตาของเธอดูมีน้ำมีนวลกว่าแต่ก่อนมาก “เหลืออีกปีสองปีแม่ก็จะเกษียรแล้ว เขาคงไม่รับแม่แล้วล่ะ” หญิงสูงวัยกล่าวพลางเช็ดตัวให้ลูกสาวเหมือนทุกวัน
“แล้วแม่จะทำอะไรดีล่ะเนี่ย” หญิงสาวถามแม่ ทันใดนั้นหญิงสูงวัยก็ไอโขลกๆไม่หยุด หล่อนรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปทันที
“แม่! แม่!” หญิงสาวเดินอย่างเก้ๆกังๆเข้าไปหาแม่ในห้องน้ำ ทว่าหญิงสูงวัยก็รีบเปิดประตูแล้วยิ้มให้กับลูกสาว พลางบอกว่า “แม่มันแก่แล้ว ซุ่มซ่าม พูดไปพูดมา สำลักน้ำลายตัวเองเสียอย่างนั้น” หล่อนพูดกลั้วหัวเราะ แต่ขณะเดียวกันก็พยายามกลืนเลือดที่เฝื่อนอยู่ในปากจากการไอเมื่อครู่ แล้วจึงประคองลูกสาวกลับไปนั่งที่เตียงดังเดิม
ไม่นานนักเพทายก็เดินได้เหมือนคนปกติ เธอกลับไปศึกษาต่อในชั้นมหาวิทยาลัยดังที่เธอได้ตั้งใจไว้ ทว่านับวันอาการของแม่กลับปรากฏชัดเจนขึ้น จนไม่สามารถปิดบังลูกสาวได้อีกต่อไป
“ทำไมแม่ไม่บอกหนูบ้าง เรามีกันอยู่สองคนไม่ใช่หรอ ทำไมแม่ทำแบบนี้” หญิงสาวสะอื้นพลางตัดพ้อ เมื่อเธอเพิ่งได้รับรู้ว่าแม่ของเธอเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร
“รู้แล้วได้อะไรเล่าลูก แม่ไม่อยากให้หนูต้องมากลุ้มใจเรื่องนี้ แม่อยากให้หนูกลับไปเรียนได้ไวๆมากกว่า” หญิงสูงวัยกล่าวอย่างใจเย็น
“อย่างน้อยแม่ก็จะได้รักษาทัน อย่างน้อยแม่ก็จะมีเวลาเยอะกว่านี้” หญิงสาวกล่าวเสียงดัง
“ถ้าแม่ไปรักษา แล้วลูกเดินไม่ได้ นอนซังกะตายอยู่ในโรงพยาบาลไม่มีใครเหลียวแล ลูกคิดว่าแม่ยังอยากอยู่ต่ออีกไหม” หญิงสูงวัยถามกลับ
“...” ไร้คำตอบจากปากหญิงสาว เธอโผเข้ากอดแม่อย่างแสนรัก หญิงสูงวัยลูบหัวเธอเป็นการปลอบโยน
“เพทายฟังนะลูก แม่ไม่รู้ว่าแม่ยังจะอยู่กับลูกอีกนานเท่าไหร่ อาจจะเป็นเพียงไม่กี่เดือน ไม่กี่ปี ถ้าโชคดีที่สุดก็คงอยู่ดูจนหนูมีงานมีการทำกับเขา นั่นก็เป็นความสุขที่สุดที่แม่จะมีในชีวิตนี้แล้ว” หญิงสูงวัยกล่าวพลางปาดน้ำตา แล้วจึงกระชับอ้อมกอดของเธอเพื่อเป็นการตอบย้ำกับลูกสาว “ตกลงไหมลูก เราจะทำช่วงเวลาที่เหลืออยู่ให้ดีที่สุด” ลูกสาวพยักหน้าตอบแม่ทั้งเสียงสะอื้น
เวลาเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวกำลังจะได้รับปริญญาในวันนี้ ทว่าน่าเสียดายนักที่แม่ของเธอมาอยู่ดูความภาคภูมิใจของท่านไม่ได้... เมื่อคืนอาการของแม่น่าเป็นห่วง ท่านอาการทรุดหนัก หมอประจำไข้บอกให้เตรียมใจ วันนี้...อาจเป็นวันสุดท้าย...ที่จะได้อยู่ด้วยกัน หญิงสาวเดินอยู่ในชุดครุยอย่างเหม่อลอย เธอกำลังจะรับปริญญาในไม่กี่นาทีนี้แล้ว... ทั้งที่วันนี้เป็นวันที่เธอน่าจะมีความสุข ทว่าเธอกลับไม่รู้สึกถึงความสุขนั้นสักนิดเดียว แม้ว่าเธอจะได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ก็ตามที หลังจากรับปริญญา เธอก็รีบดิ่งตรงมาที่โรงพยาบาลทันที หญิงสาวถอดรองเท้าส้นสูงและวิ่งเข้าไปในห้องฉุกเฉินอย่างไม่เกรงสายตาใคร
แม่เธอ สายต่างๆห้อยระโยงระยางอยู่เหนือเตียงอย่างน่าสลด เครื่องวัดชีพจรวิ่งอย่างช้าๆ นัยน์ตาของแม่ยังอบอุ่นเหมือนเคย แม้จะใกล้ปิดเต็มทีก็ตาม หญิงสาวนำปริญญาบัตรและโล่เกียรตินิยมวางบนมือของแม่ เธอกุมมือของแม่อย่างห่วงหา น้ำตาของเธอไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไม่...ร้อง...” แม่ขยับปากพูดอย่างยากลำบาก “ยิ้ม...” ได้ยินดังนั้นเพทายก็ได้แต่กลั้นน้ำตาที่พรั่งพรู ฝืนยิ้มอย่างยากเย็น และมองไปที่ท่านซึ่งกำลังยิ้มให้
“ตี๊ด.............” เสียงเครื่องวัดชีพจรดังขึ้น เหมือนฉีกหัวใจของเพทายให้เป็นชิ้นๆ เธอรีบกดออดเรียกพยาบาลทันที ไม่กี่อึดใจพยาบาลก็วิ่งเข้ามาปั๊มหัวใจของแม่ เพทายยืนดูภาพนั้นอย่างปวดใจ และแล้วเธอก็ถูกกันออกไปเพื่อรอฟังข่าวที่หน้าห้อง
เพทายนั่งอยู่หน้าห้องอย่างเหม่อลอย ปล่อยน้ำตาทั้งหมดไหลลงอาบแก้มอย่างเงียบงัน มันช่างเป็นบ่ายที่ทรมานที่สุดในชีวิตของเธอ กลิ่นไอดินจากฝนที่ตกข้างนอกพัดปนกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อเข้าจมูก ส่งผลให้เพทายคลื่นไส้ ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก เพทายรีบวิ่งเข้าไปหาหมอที่เดินออกมา
“แม่ล่ะคะหมอ” เพทายถามอย่างร้อนรน
“หมอขอแสดงความเสียใจด้วยครับ” เสียงของหมอหนุ่มดังก้องกังวาน และวนเวียนซ้ำไปมาในหัวของเธอ มันช่างเป็นความจริงที่เหลือรับ แม่ของเธอ...จากไปแล้ว... เหลือเพียงความรักของแม่และตัวเธอเท่านั้น
สี่ปีต่อมา คืนนี้เป็นคืนสำคัญของเพทาย เธอกำลังจะได้รับรางวัลผู้บริหารยอดเยี่ยมและจะเป็นผู้บริหารหญิงคนแรกที่จะได้รับตำแหน่งนี้ ทันทีที่เธอก้าวขึ้นรับรางวัล เสียงปรบมือก็ดังขึ้นกึกก้องห้องโถงของโรงแรม แสงแฟลชจากกล้องฉายวูบวาบจนแสบตา ความประหม่าเริ่มเข้ามากัดกินความรู้สึกมากขึ้นทุกที ทว่าจู่ๆเธอก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแม่ของเธอเหลือเกิน ความรู้สึกคิดถึงแม่ถาโถมเข้ามาหาเธอจนแทบไม่ทันตั้งตัว พลันเสียงของแม่ก็เหมือนดังขึ้นมาในใจท่ามกลางเสียงปรบมือ “ลูกแม่เก่ง ลูกทำได้อยู่แล้ว”
หญิงชราชะงักมือที่ลูบศีรษะหลานสาวเมื่อรู้สึกถึงลมเย็นหอบใหญ่ที่พัดมา หล่อนอมยิ้มเมื่อคิดถึงอดีตที่ผ่านไป หญิงชราหลับตาลงและเข้าสู่นิทรารมณ์อย่างย่ามใจ โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าแก้มของหล่อนนั้นเประเปื้อนคราบน้ำตา
*เป็นเรื่องสั้นส่งอาจารย์ค่ะ : D
Love doesn't help?
posted on 16 Jun 2010 13:19 by madame-musiqueเสียงปึงปังแว่วมาจากชั้นบนของบ้าน บ่งบอกถึงอารมณ์ของแม่เป็นอย่างดี
ผมนั่งพิมพ์งานต่อไปเหมือนทุกๆวัน
...ทุกอย่างมีเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับหนังที่ถูกกรอกลับ
และแน่นอน ผมรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
เสียงกระทืบเท้าลงบนบันไดไม้ดังตึง ตึง...แม่ หงุดหงิดอีกแล้ว
"จะเล่นอีกนานมั้ย คอมน่ะ!"เสียงตะโกนของแม่ดังเสียดหู
"ทำงานครับ"ผมพยายามตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ของในห้องก็ระเกะระกะ เรียนก็ไม่ได้ความ มัวแต่แรดไปวันๆสิท่า"
"..." ผมเงียบและรอฟังว่าวันนี้แม่จะขุดอะไรขึ้นมาต่อว่าผมอีก ทว่าแม่กลับเดินออกจากบ้านไปเสียแ้ล้ว
ผมรีบวิ่งขึ้นห้องตัวเองเพื่อเก็บของให้เรียบร้อยตามที่แม่ต่อว่า
เป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ที่ผมจมอยู่กับความรู้สึกแบบนี้
มันช่างเจ็บปวด น้อยใจและชินชาเล็กๆ
ผมได้แต่หวังว่ามันจะผ่านพ้นไปเหมือนอย่างทุกครั้ง
รุ่งเช้าผมแต่งตัวไปโรงเรียนตามปกติ
"รีบหน่อย สายแล้วนะลูก" แม่กล่าวอย่างอ่อนโยนผิดกับเมื่อวาน
เหมือนมีก้อนบางอย่างวิ่งมาจุกในลำคอ ผมรีบวิ่งออกจากบ้านเพื่อหนีความรู้สึกนั้น
รีบออกจากบ้าน....ที่มีแม่...
ตอนนี้...ผมนั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เพื่อที่จะขอโทษเธอสำหรับสิ่งที่ผมได้ทำผิดไป
"มันจะตายไหมล่ะ ถ้าไม่ได้เจอกันเนี่ย!" เสียงของผมดังขึ้นด้วยความหงุดหงิด
"แต่เราแทบไม่ได้เจอกันเลยนะ" เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน
"ไม่มีอะไรแล้วใช่มั้ย จะได้วาง" ผมพูดตัดบทและวางโทรศัพท์ทันที
ผมเหนื่อยและหงุดหงิดเหลือเกินกับความงี่เง่าของเธอ ทั้งที่ผมทำงานเพื่อสร้างตัว
เธอกลับเอาแต่เรียกร้องในสิ่งที่ต้องการ
"ครืด" โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง ผมยกขึ้นดู
แม่นั่นเอง ผมกดรับ
"สวัสดีครับ" ผมกรอกเสียงลงไป
"ทำไมยังไม่กลับบ้านอีกล่ะลูก ฟ้ามืดแล้วนะ" แม่บอกเสียงนุ่ม
"อีกสักพักละกันครับ" ผมบอกปัด
"เร็วๆเข้านะ" แม่สำทับ
"บอกว่าสักพักไง!"ผมตะคอก
"..." เสียงปลายสายเงียบ...จนน่าตกใจ
"แม่ครับ แม่" ผมเรียกอย่างร้อนรน
"หะ หา...ว่าไงลูก" เสียงของแม่สั่นเครือเล็กน้อย
"ผมขอโทษครับแม่ แต่ผมต้องไปที่ที่นึงก่อน รอผมหน่อยนะครับ" ผมกล่าวด้วยความสำนึกผิด
และทันทีที่ผมมีสติ ผมก็นึกถึงใครบางคนที่กำลังเสียใจกับคำพูดพล่อยๆของผม
ผมเก็บข้าวของอย่างรีบเร่ง และขับรถไปที่บ้านของเธอทันที
ตอนนี้...ผมนั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง เพื่อที่จะขอโทษเธอสำหรับสิ่งที่ผมได้ทำผิดไป
คำพูดพล่อยๆเหล่านั้นเหมือนหนามแหลมที่คอยทิ่มแทงตัวผมเอง
มันวนเวียนซ้ำไปมาในความคิด
สะกิดแผลเก่าในใจให้เลือด...เริ่มไหลอีกครั้ง
ผมผิดพลาดในสิ่งที่ผมเคยประณาม
ผมกระทำซ้ำในสิ่งที่ผมเองก็เคยได้ รับความเจ็บปวด
...น้ำตาของผมไหลลงทีละหยด
ผมกำลังร้องไห้ให้กับความผิดพลาดที่เคยทำร้ายผม...จนกลายเป็นรอยแผลลึกในใจ
ทันใดนั้น ประตูหน้าบ้านของเธอก็ถูกเปิดออก
เธอจ้องมองผมด้วยดวงตาที่บอบช้ำจากการร้องไห้
พร้อมตั้งคำถาม...เหมือนที่ผมเคยถามแม่ในใจ
"ถ้ารักกันแล้ว ทำไมถึงพูดดีๆกันไม่ได้?"
เมื่อเราไม่สามารถดูแลมันได้ จะมีประโยชน์อะไร ที่จะทุ่มเทสร้างมันขึ้นมา...?
ความเข้าใจต่อศิลปะ
posted on 30 May 2010 23:01 by madame-musique"ศิลปะ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถานหมายถึง ผลแห่งความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่แสดงออกในรูปลักษณ์ต่างๆปรากฎซึ่งสุนทรียภาพ ความประทับใจฯ แม้มีผู้ให้คำนิยามอีกมากมายแก่ศิลปะแต่สำหรับฉันแล้ว มีใจความดังนี้
“ศิลปะ” ตามความเข้าใจของฉันคือ สิ่งที่สื่อถึงความรู้สึกต่างๆ ความคิด แม้กระทั่งเจตนารมณ์และอุดมการ โดยผ่านกรรมวิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม หน้าที่หลักของมันคือบอกเล่าเรื่องราวที่ศิลปินผู้นั้นต้องการจะสื่อความถึง โดยปกติแล้วผู้คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับศิลปะว่า วรรณกรรมไม่ใช่ศิลปะ ทว่ามักจะต้องประหลาดใจเสมอเมื่อพบว่า ในแผนผังของศิลปะนั้น มีวรรณกรรมอยู่ด้วย มักเข้าใจว่าศิลปะนั้นมีเพียงการวาดภาพ การปั้นและการร่ายรำเท่านั้น เพราะฉะนั้นแผนผังของศิลปะจึงยืนยันได้อย่างดีว่า ศิลปะนั้นเป็นสื่อซึ่งผ่านกระบวนการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจะ“สื่อ”ได้อย่างตรงประเด็น แม้ในบางครั้งเราไม่อาจจะกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เราคิด หรือรู้สึก มันกำกวม ซับซ้อนและลึกซึ้งเพียงใด ทว่างานศิลปะมักสามารถอธิบายสิ่งเหล่านั้นได้เสมอ โดยบางครั้งอาจเป็นเพียงแค่การกวาดตามองทั่วๆ
บางครั้งเราอาจพบว่า เราไม่สามารถเข้าใจผลงานศิลปะต่างๆได้อย่างทันทีเนื่องจากศิลปินแต่ละคนมีรูปแบบและวิธีการสื่อสารแตกต่างกันออกไป ทว่าหากลองพิจารณาและไตร่ตรองดูแล้ว ฉันคิดว่าเราจะสามารถเข้าใจมันได้อย่างแน่นอน เพราะฉันเชื่อว่ามันคือ“สื่อ”ที่เข้าใจง่ายที่สุดเนื่องจากมันมักจะตีแผ่สิ่งที่อยู่ในจิตใจคนเสมอ
ป.ล.เรียงความส่งอาจารย์ค่ะ แค่เอามาแฉให้ดูกันไป ติได้ ชมได้ ด่าทอได้ ร่วมวิจารณ์ได้ค่ะ : ))
Maybe I'm Alice
posted on 15 May 2010 12:07 by madame-musique
...ฉันตื่นขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว
และฉัน...พยายามจะหาคำพูดเพื่อบรรยายสิ่งที่ฉันสัมผัสอยู่ ตอนนี้ แก่พวกคุณทุกคน
ฟิ้ว...สายลมพััดพากลิ่นคาวเลือดมาเป็นระลอก
มันทำให้ฉันเวียนหัวและอยากอาเจียนออกมาเสียเดี๋ยวนั้น
ฉันกวาดสายตาสำรวจสิ่งต่างๆรอบกาย
ณ ที่แห่งนี้ ฉันยืนอยู่บนเส้นทางสายหนึ่งซึ่งน่าจะเคยเป็นถนนมาก่อน
ถนนเส้นนี้ทอดยาวไปไกลสุดสายตา ล้อมรอบไปด้วยซากตึกและบ้านเรือน
และแน่นอนที่มาของกลิ่นคาวเลือด...ที่ซึ่งฉันเหยียบอยู่นี่เอง
ถนนสายนี้ถูกย้อมไปด้วยสีน้ำตาลหม่นปนดำ
...จากคราบเลือดที่เกรอะกรัง
...จากคราบเขม่าระเบิดและเศษหินที่พังทลายจากตึก
เมื่อรู้ว่าสีเหล่านี้เกิดจากอะไร แน่นอน...มันสร้างความสะอิดสะเอียนแก่ฉันไม่น้อยเลย
มือของฉันกำแน่นและสั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ตัวของฉันแข็งทื่อ และรู้สึกขยะแขยงที่ต้องย่ำเท้าของตัวเองลงกับถนนที่แสนสกปรกสายนี้
...ฟึ่บ...กระดาษแผ่นหนึ่งปลิวตกลงที่ปลายเท้าของฉัน
ฉันก้มลงหยิบมันขึ้นมาและอ่านข้อความสั้นๆเพียงหนึ่งเดียวในนั้น
"ขณะนี้ รัฐบาลกำลังทำการเรียกคืนพื้นที่การชุมนุม เนื่องด้วยสถานการณ์การความไม่สงบ ขอให้ทุกท่านออกจากพื้นที่โดยเร็ว"
ฉันประมวลข้อมูลที่ำได้รับอยู่พักใหญ่และ...ฉันคิดว่าฉันเริ่มจะเข้าใจอะไรมากขึ้น
ฉันยืนอยู่ในบริเวณที่มีการต่อสู้ระหว่างคนสองฝ่าย...
ต่อมาฉันกวาดสายตาขึ้นไปบนท้องฟ้า...
พบว่าท้องฟ้าเป็นสีเทาและเต็มไปด้วยเครื่องบินที่ดูเหมือนจะเตรียมตัวออกไปจากบริเวณนี้
น่าแปลกนัก ที่ฉันไม่ได้ยินเสียงเครื่องบินหรืออะไรทั้งสิ้น
เกิดอะไรขึ้นกับหูของฉันกันนะ...
ฉันปรบมือเพื่อทดสอบการได้ยินของตัวเอง
และ...ฉันไม่ได้ยินอะไรเลย
ฉันรู้สึกใจหายและสูญเสีย แต่เสียงหนึ่งในใจของฉันกลับสั่งให้เดินต่อไป
ฉันก้าวเท้าเดินตามถนนไปเรื่อยๆ
ฉันเห็นผู้คนล้มตายจำนวนมาก บ้างก็ใส่ชุดทหาร บ้างก็เป็นคนธรรมดา
ท่าทางของพวกเขาดูเจ็บปวดและทุรนทุรายเหลือเกิน
ฉันเห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งนอนอยู่ที่ริมทางเท้าของถนน
พวกเขาทั้งคู่ต่างเสียชีวิต
มือของพวกเขาจับกันไว้แน่น
นัยน์ตาของพวกเขาเบิกกว้าง ราวกับวิงวอนของชีวิตให้กันและกัน
ฉันตระหนักถึงความสูญเสียซึ่งมากมายเหลือเกิน...
กึก..เท้าของฉันเตะเข้ากับบางสิ่ง
ฉันก้มลงและพบว่ามันคือ...แขนคน
เสียงกรีดร้องของฉันหายเข้าไปในลำคอ...น้ำตาของฉันไหลลงอาบแก้ม
ฉันหลับตาปี๋และภาวนาให้สิ่งที่ฉันสัมผัสอยู่นั้นเป็นเพียงแค่...ฝันร้าย
...ฉันรับกับภาพเหล่านี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
ทันใดนั้นเมื่อฉันหลับตาลง หูของฉันก็เริ่มได้ยินอีกครั้งหนึ่ง
ฉันได้ยินเสียงผู้คนร้องไห้ โอดครวญ รวมทั้งเสียงสวดภาวนา
เสียงของพวกเขาช่างสั่นเทาและหมดหวัง
....จู่ๆ ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านหลัง
ฉันจึงลืมตาขึ้นและหันหลังกลับไป
ทว่า...ปัง!
ฉันรู้สึกถึงแรงกระแทกอย่างมึนงง ฉันล้มลง
ใบหน้าของฉันแนบกับพื้นถนนที่ฉันเคยนึกขยะแขยง
ฉันกรีดร้องอย่างตื่นตระหนกเมื่อตระหนักถึงเลือดที่ไหลงมา...จากศีรษะของตัวเอง
ใช่...ฉันถูกยิง...
ความเจ็บปวดค่อยๆเข้ามากัดกินความรู้สึกส่วนอื่นจนหมดสิ้น
นัยน์ตาของฉันหลุบลงอย่างอ่อนแรง
สุดท้ายนี้ก่อนที่ฉันจะหลับไป...
ฉันหวังเพียงว่าจะมีกระต่ายสีขาวขนปุกปุยถือนาฬิกาและแมวตัวโต
มาพาฉันออกไปจากที่แห่งนี้เหมือนกับนิทานที่ฉันเคยฟังสมัยเด็ก
นิทาน...ซึ่งกล่าวถึงการแย่งชิงดินแดนของคนสองฝ่าย
นิทาน...ซึ่งกล่าวถึงอัศวินผู้มาจากโลกอื่นและขจัดปัญหาทุกอย่างสิ้น
ทว่า...โลกนี้ไม่มีอัศวิน มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น
เรามองเห็น...เพื่อตระหนักถึงสิ่งที่เป็นไปในมุมมองของตน
เราได้ยิน...เพื่อรับฟังถึงสิ่งเป็นไปในมุมมองของคนอื่น
และเราพูดได้...เพื่อ"แลกเปลี่ยน"ในมุมมองของเราและผู้อื่น
....แล้วฉันก็หลับไป...
It's time to say goodbye.
โรงพยาบาลกระจกเงา
posted on 02 May 2010 18:01 by madame-musiqueท่ามกลางผู้คนที่สับสนวุ่นวายในเมืองใหญ่
ฉันกำลังเดินโต๋เต๋ที่ทางเดินโรงพยาบาล...
ที่แห่งนี้แสดงวัฏจักรของการมีอยู่ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยกลิ่นยาฆ่าเชื้อ..รถเข็นและผู้ป่วย
มันสะท้อนความตาย ความรัก ความห่วงใย กระทั่งความโหยหา...และสิ่งต่างๆอีกมากมาย
ที่ทางเดินในอาคาร...
ฉันเห็นคุณลุงที่นั่งรถเข็นทอดสายตาอย่างเหม่อลอยไปนอกหน้าต่าง
ฉันเห็นคุณป้าท่าทางใจดี กำลังหอบกับข้าวเข้าห้องผู้ป่วยไปด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
...ในบางครั้ง คนเราต้องรอคอยเพื่อได้มาซึ่งสิ่งที่เฝ้าหวัง
ที่หน้าห้องฉุกเฉิน...
สำหรับคนที่คิดจะฆ่าตัวตาย ฉันอยากให้มานั่งตรงนี้สักหนึ่งวัน
ท่าทางทรมานและเลือดที่ไหลรินของผู้บาดเจ็บซึ่งกำลังพยายามยื้อเวลาสำหรับการมีชีวิตอยู่ต่อไป
ท่าทางของหมอและพยาบาลซึ่งกำลังวิ่งวุ่นเพื่อช่วยชีวิตคนไข้อย่างเต็มความสามารถ
...ในบางครั้ง คุณค่าของชีวิต อาจเป็นการที่ได้มีชีวิตอยู่
และที่สุดท้าย ที่ฉันจะเดินไป...
ภาพเด็กน้อยในตู้อบดูน่าขันและน่าเอ็นดูไปในขณะเดียวกัน
ตู้อบเรียงรายเป็นระเบียบ เด็กน้อยนอนเรียงกัน หลับตาพริ้ม
พวกเขาช่างดูสดใส บริสุทธ์และมีความสุข...
ฉันยิ้มน้อยๆให้กับพวกเขา และหันหลังเพื่อเดินจากไป...
ฉันต้องไปแล้ว...
ขณะนี้ฉันอยู่หน้าโรงพยาบาล
ฉันเห็นตึกใหญ่ตั้งตระหง่าน...ผู้คนพลุกพล่านและเร่งรีบ...
ช่างน่าขันนัก เมื่อเทียบกับภาพที่ฉันเพิ่งได้เห็น...
ผู้คนที่ป่วยหนัก เข้ามาพักโรงพยาบาลเพื่อยื้อชีวิต
ขณะที่ผู้คนจำนวนมากละเลยและใช้ชีวิตอย่างมักง่าย
หรือคนเราเกิดมาเพื่อเรียนหนังสืออย่างบ้าคลั่งเพื่อกระดาษสักแผ่นสองแผ่น
ได้กระดาษมาแล้วก็เอามาบอกต่อ ทำงานไม่โงหัว แต่งงานมีลูก
เอาเงินมาจ่ายประกัน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าเทอม ค่าเรียนพิเศษลูก
....แล้วก็หัวใจวายตายห่าไป....
อ่านแล้ว...บางที...คุณอาจจะเห็นตัวเองในนั้นก็ได้ : )
what a fuck life is...
จุด"เปลี่ยน" (Diary)
posted on 30 Apr 2010 09:00 by madame-musiqueในหนึ่งชีวิตนี้ หากมีโอกาส ทุกคนย่อมต้องผ่านพ้นทุกวัย
เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ กระทั่งคนชรา
จุดเปลี่ยนเหล่านี้มีบทบาทกับเราเสมอ แน่นอนว่าแทบทุกด้าน
บางคนอาจปรับตัวได้ จนแทบไม่ต้องทำอะไรที่ผิดแผกจากเดิม
แต่สำหรับ"ฉัน" มันไม่ใช่เลย...
ฉันเกิดและเติบโตมากับเด็กผู้ชายขโยงหนึ่ง
ฉันดูมวยปล้ำ เตะบอล และท้าตีท้าต่อยกับพวกเขา
ฉันไม่เคยรู้...ว่าเด็กผู้หญิง เขาทำตัวกันยังไง
ฉันไม่ค่อยได้เล่นพ่อแม่ลูก เพราะเพื่อนของฉันเบื่อ
ฉันไม่เคยโดดยาง เพราะเพื่อนของฉันอยากเตะบอล
แล้ววันหนึ่ง ก็ถึงเวลา ที่ฉันต้องจากไปบ้านใหม่ของฉัน
ใช่ ตอนนั้น ฉันเป็น"เด็ก"
เมื่อโตขึ้น สังคมของฉันก็ย่อมเปลี่ยนไป
ฉันมีเพื่อนใหม่ สิ่งใหม่ๆเข้ามา
แต่"ฉัน"ก็ยังเป็น"ฉัน"
ฉันคนเดิมที่หยอกล้อตบหัวหรือกอดกับเพื่อนผู้ชายได้อย่างไม่เคอะเขิน
ไม่มีแม้กระทั่งอัตราหัวใจเต้นที่ถี่ขึ้นเลยสักนิด ไม่มีเลย
เพราะในความคิดของฉัน พวกเขาเป็นเพื่อนของฉัน
เพื่อนที่ฉันรักและหวังดีด้วยในทุกๆเรื่อง
แต่วันนี้ ฉันโตแล้ว ฉันเป็น "นางสาว" แล้ว
ฉันแน่ใจว่า ทุกๆสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง เพราะสถานะของฉันเปลี่ยนไป
ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน ฉันรู้ แต่ไม่รู้ว่าฉันควรจะเริ่มตรงไหน
ฉันยังสามารถโทรหาเพื่อนสนิทของฉันให้มากินข้าวด้วยกันสองคนได้อยู่ไหม
ฉันจะให้เพื่อนของฉันซบไหล่ระหว่างดูหนังได้อยู่ไหม
ฉันแน่ใจว่าบางคนอ่านแล้วอาจรู้สึกพิลึก และเริ่มจะส่ายหัวกับพฤติกรรมของฉัน
แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันคุ้นเคยกับมัน และเวลานี้ฉันต้องเปลี่ยนมัน
แม้ตอนนี้ฉันจะยังไม่รู้ ว่าอะไรหรือ อย่างไรจึงจะ"เหมาะสม"กับสถานะฉันตอนนี้
แต่ฉันเชื่อว่า ฉันจะต้องหาจุดๆนั้นเจอ และเปลี่ยนมันไปในทางที่ดีกว่า และเหมาะกว่า
คงถึงเวลาที่ฉันจะต้องโทรหาพี่สาวคนสนิท เพื่อปรึกษาแนวทางชีวิต
เพราะหากบอกแม่ ฉันคงกลายเป็น"ผู้หญิงปล่อยตัว"
และเขาคงไม่เชื่อนัก ถ้าฉันจะบอกว่าฉันไม่รู้จริงๆว่ามันพิลึก และไม่เหมาะสม
แต่มันจริงนี่หว่า...
try to be a better girl : ))
It's time
posted on 29 Apr 2010 11:00 by madame-musiqueHe stared at me and beg me for chance
His hands hold mine, his touch's still warm like always
I saw sky become gray, wish I can walk away but can't
I feel painful in my head, my mouth is shivering
His hands hold mine, his touch's still warm like always
I wonder if I throw his hands away, what's gonna happen?
Then my pain disappear, I'm smiling
I left him and walk pass
"It's time to move on"
เข็มนาฬิกา เวลาและชีวิต
posted on 29 Apr 2010 10:59 by madame-musiqueเราทุกคนยังคงใช้"เวลา"ที่มีอยู่ น้อยนิดกับการย่ำเท้าอยู่กับ สิ่งเดิมๆ
ในบางครั้งอาจมีบางจังหวะชีวิ ต ที่มีบางคนช่วยยืดเวลาให้กับเรา
กลุ่มคนบางกลุ่มทุ่มเทให้กับการ ยืดเวลา...
ในขณะที่กลุ่มคนบางกลุ่มทุ่มเท ให้กับการใช้เวลาอย่างไร้ค่า
ไม่มีใครรู้ว่าถ่านของนาฬิกาของ พวกเขานั้นจะหมดลงเมื่อใด...
ไม่มีใครรู้ว่าถ่านของนาฬิกาของ เราจะหมดเมื่อใด...
สุดท้ายนี้ฉันได้แต่มองทีวีที่ ฉายข่าวตาแก่ทะเลาะกัน...
ไม่ว่าจะฝ่ายใด สีใด...
ได้แต่ถามในใจ "เมื่อไหร่พวกมึงจะตายซะทีวะ..."